5 วิธีในการฝึกสติ เพื่อประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีกว่าเดิม

2530

การฝึกสติเป็นวิถีแบบพุทธที่แพร่หลายไปทั่วโลก แม้แต่คนที่ไม่ได้นับถือพุทธก็ยังนำเอาวิธีนี้ไปฝึกและปรับใช้ในชีวิตประจำวัน การฝึกสติช่วยเราได้หลายอย่าง เช่นช่วยลดความวิตกกังวล ทำให้เราเครียดน้อยลง ลดความดันเลือด ลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ และทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น

การฝึกสติยังช่วยเราในเรื่องของการทำงานด้วย ผลการสำรวจพบว่ามันช่วยให้เราโฟกัสกับงาน และสามารถทำงานในสภาวะกดดันได้ดีขึ้น ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเราอาจต้องพบเจอสิ่งเหล่านี้อยู่ทุกๆ วัน การฝึกสติจึงเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เราทำงานได้มีประสิทธิภาพ

ก่อนที่เราจะไปดูวิธีการ อาจต้องรู้กันก่อนว่าการฝึกสติคืออะไร? พูดง่ายๆ คือการตระหนักรู้ในตัวเองและสภาพปัจจุบันอยู่เสมอ จำไว้ว่ามันเป็นเรื่องของปัจจุบัน การฝึกสตินั้นไม่ต้องการการตัดสินว่าอะไรถูกอะไรผิด ต่อให้เราจะคิดหรือรู้สึกยังไงก็ตาม

เอาล่ะ เราลองไปดูกันเถอะว่าการฝึกสติจะช่วยเราอย่างไรได้บ้าง และนี่คือวิธีการฝึกสติที่จะทำให้คุณทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

1. จัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำในวันพรุ่งนี้

แม้ว่าคุณจะเลิกงานและกลับบ้านเพื่อพักผ่อน แต่อยากให้คุณใช้เวลาหลังเลิกงานสักเล็กน้อยในการจัดตารางสิ่งที่ต้องทำในวันพรุ่งนี้ จัดลำดับความสำคัญของงานต่างๆ เช่น มันเร่งด่วนมากน้อยแค่ไหน ใช้เวลาทำเท่าไหร่ ต้องโฟกัสมากแค่ไหน และเมื่อคุณจัดลำดับและมองภาพรวมออกแล้ว คุณก็จะเริ่มทำมันได้ทันทีเมื่อวันพรุ่งนี้มาถึง และคุณควรจะเริ่มทำสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน เพราะอย่างน้อยจะได้มั่นใจว่าคุณได้บรรลุงานที่สำคัญไปเรียบร้อยแล้ว

2. เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการนั่งสมาธิ

เมื่อคุณไปถึงที่ทำงาน มีโอกาสสูงมากที่คุณยังไม่สามารถทำงานได้ เหตุผลก็คือ ก่อนหน้านั้นคุณอาจจะเจอเหตุการณ์ที่ทำให้ประสาทเสียมามากมาย เช่นรถติด ทะเลาะกับแฟน และอื่นๆ นั่นหมายความว่าคุณจะคิดนู่นคิดนี่ไปเรื่อยจนไม่มีสมาธิทำงานเลย

วิธีแก้ก็คือ การนั่งสมาธิในตอนเช้า เลือกสถานที่ที่เงียบสงบ อาจจะเปิดเพลงเบาๆ คลอไปด้วย ทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง อาจจะใช้เวลาเพียงเล็กน้อยประมาณ 10 นาที แต่ผลที่ได้นั้นมีมากกว่าที่คุณคิด คุณจะโฟกัสกับงานได้ดีขึ้น และเลิกคิดฟุ้งซ่านต่อให้คุณจะเจอเรื่องที่ชวนอารมณ์เสียมากแค่ไหนก็ตาม

3. จดจ่อกับงานเพียงงานเดียว

หลายคนคิดว่าการทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้นั้นเป็นจุดแข็ง หรือแม้แต่เป็นคุณสมบัติที่องค์กรต่างๆ ต้องการ แต่ความจริงก็คือ การทำหลายอย่างพร้อมกันนั้นเป็นเรื่องที่พูดกันเกินจริง เพราะคนเรานั้นไม่สามารถจดจ่อกับอะไรหลายอย่างพร้อมกันได้ มันเป็นเพียงแค่การสลับงานไปๆ มาๆ โดยที่ทำอะไรไม่เสร็จสักอย่าง นั่นหมายความว่าคุณจะเสียเวลามากกว่าเดิม ผลการศึกษาพบว่าการสลับงานที่ทำไปเรื่อยๆ นั้นใช้เวลามากกว่าการจดจ่อกับงานเพียงอย่างเดียวถึง 40%

ดังนั้นคุณควรจดจ่อกับงานทีละอย่าง ทำมันให้เสร็จแล้วค่อยไปทำงานต่อไปจะดีกว่า

4. สร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่มีสิ่งรบกวน

ปิดการแจ้งเตือนทุกอย่างจากโทรศัพท์ (แล้วใช้เวลาในการอ่านการแจ้งเตือนเหล่านั้นในคราวเดียว)

พยายามอย่าใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คเวลาทำงาน เพราะมันรบกวนสมาธิคุณเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้คุณอาจจะเปิดเพลงที่ช่วยผ่อนคลายระหว่างทำงาน แต่อย่าเปิดเพลงที่อึกทึกจนทำลายสมาธิของคุณไปโดยสิ้นเชิง

5. ถ้าเสียสมาธิ จงหยุดพักก่อน แล้วลงมือเขียน

คุณอาจจะเกิดคำถามว่าต้องเขียนอะไร? สิ่งที่เราแนะนำคือการเขียนว่าตอนนั้นคุณรู้สึกอย่างไร คิดอะไรอยู่ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเรียกสติกลับมา อย่าลืมว่าสติคือการตระหนักรู้เวลาในปัจจุบัน คุณต้องไตร่ตรองเรื่องราวในขณะนั้น ผ่อนคลายให้ใจเย็นลงเสียก่อน แล้วค่อยลุยงานต่อ มันดีกว่าการที่คุณต้องนั่งทำงานทั้งที่ยังวุ่นวายใจตั้งเยอะ

การฝึกสตินั้นไม่เพียงแต่จะช่วยให้คุณมีสมาธิและรู้สึกดี แต่มันยังช่วยทำให้การทำงานของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น จะเห็นได้ว่าสิ่งที่เราแนะนำไปทั้งหมดนั้นล้วนทำได้ง่าย ไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์อะไรเลย อยากให้คุณลองฝึกสติเป็นประจำ แล้วคุณจะพบว่าผลลัพธ์ที่ดีของมันมีมากกว่าที่คุณคิด

Source : Sitepoint


คู่มือประสบความสำเร็จ @sumrej