6 บทเรียนชีวิต จากแอนิเมชั่นของดิสนีย์เรื่อง “Soul”

7897

เมื่อพูดถึงแอนิเมชั่นจากค่าย พิกซาร์ (Pixar) พวกเรามักจะนึกถึงตัวละครที่ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาๆ เราเห็นตัวละครเป็นรถในแอนิเมชั่นเรื่อง Cars, เป็นของเล่น ใน Toy Story, เป็นสัตว์ประหลาดไปจนถึงหุ่นยนต์ไดโนเสาร์และเอลฟ์ ถ้าหากพิกซาร์จะทำแอนิเมชั่นที่เกี่ยวกับมนุษย์ ผ่านมุมมองของคนธรรมดาๆ อย่าง โจ (Joe) มันต้องเป็นอะไรที่ไม่ธรรมดาแน่นอน พอจะเดาได้ว่ามันต้องมีอะไรที่ลึกล้ำซ่อนอยู่ในหนังเรื่องนี้…

ผมได้มีโอกาสไปชมหนังเรื่องนี้มาเมื่อวาน แล้วก็เป็นอย่างที่คิดไว้เป๊ะ มันมีอะไรที่ล้ำลึกซ่อนอยู่ จนทำให้ผมต้องลุกขึ้นมาเขียนบทความนี้ ตัวหนังมีความงดงาม ถ่ายทอดผ่านวัฒนธรรมของคนอเมริกันผิวสี ที่พวกเราแทบไม่ค่อยได้เห็นในภาพยนตร์แอนิเมชั่นสักเท่าไหร่ รวมไปถึงได้ฝากแง่คิดที่หลากหลาย สะกิดให้หัวใจผมได้พองโตขึ้นอีกครั้ง…

*Spoiler Alert* บทความนี้มีการสปอย ใครที่ยังไม่เคยดู ผมแนะนำให้ไปดูก่อนครับ รับประกันได้ว่า หนังเรื่องนี้จะทำให้คุณหัวใจพองโตขึ้นอีกครั้งเช่นเดียวกับผม

1. วิญญาณที่หลงทาง (Lost Soul)

ฉากที่เราได้เห็นผู้คนที่สูญเสียจิตวิญญาณ จากการติดอยู่ในงานที่ซ้ำซากจำเจหรือหมกมุ่นอยู่กับบางสิ่งบางอย่างจนพวกเขากลายเป็น วิญญาณที่หลงทาง (Lost Soul) บางคนไม่สามารถละทิ้งความกังวลและความหมกมุ่นของตนได้ ทำให้พวกเขาหลงทางและถูกตัดขาดจากชีวิต ในหนังเปรียบสิ่งนี้ว่า…การเข้าไปใน”โซน” โซนเป็นสิ่งที่สวยงามก็จริง แต่มันก็อาจจะทำให้คุณตกเป็น “วิญญาณที่หลงทาง” ได้ ถ้าหากคุณหมกมุ่นมากเกินไป

บทเรียนนี้ทำให้เราตระหนักว่า บางทีเราก็ตั้งใจ และหมกมุ่นอยู่กับบางสิ่งมากจนเกินไปจนลืมหรือละทิ้งสิ่งสำคัญอื่นๆ ของชีวิตไป

2. คนเราต่างกัน…ตั้งแต่ก่อนจะเกิดขึ้นมาบนโลก

หนังเรื่องนี้พยายามบอกพวกเราว่า พวกเราเกิดมาพร้อมกับบุคลิกที่แตกต่างกัน ขนาดฝาแฝดที่เกิดมาพร้อมๆ กัน ถูกเลี้ยงดูโดยพ่อแม่คนเดียวกัน ยังมีลักษณะนิสัยที่ต่างกันเลย รวมไปถึงระดับความมุ่งมั่น ความอ่อนไหว และความทะเยอทะยาน ถูกกำหนดมาก่อนที่พวกเขาจะเกิด สิ่งนี้ทำให้พวกเราเป็นคนที่พิเศษ

ผมรู้สึกประทับใจที่หนังให้ความสำคัญกับทุกบุคลิกที่แตกต่าง โดยใช้ YOU Seminar เป็นสัญลักษณ์

3. ถึงจะไม่เป็นไปตามแผน แต่ก็บรรลุเป้าหมายได้

ฉากที่ร้านตัดผม โจคิดมาเสมอว่า Dez (ช่างตัดผมประจำของโจ) อยากเป็นช่างตัดผมมาตลอด เนื่องจากเขามีพรสวรรค์ในเรื่องนี้มาก แต่ในหนังกลับอธิบายว่าจริงๆ แล้ว Dez อยากเป็นสัตว์แพทย์ แต่ตอนนั้นลูกของเขาป่วย เขาต้องนำเงินก้อนนึงมารักษาลูก และค่าเล่าเรียนของช่างตัดผมก็ราคาถูกกว่า สัตวแพทย์มาก ทำให้เขาต้องเปลี่ยนใจ สิ่งต่างๆ ในชีวิต หลายเรื่องมักไม่เป็นไปตามแผน Dez ปรับตัวได้ และเลือกที่จะใช้ชีวิตที่ดีเยี่ยมต่อไป เขาชื่นชมและคอยพัฒนาพรสวรรค์ใหม่ของเขา

Kemp Powers ผู้ร่วมอำนวยการสร้างเรื่องราวและบทภาพยนตร์กล่าวว่า นี่เป็นหนึ่งในส่วนที่เขาโปรดปรานในภาพยนตร์เรื่องนี้ “เราดูภาพยนตร์เกี่ยวกับการไล่ตามความฝันของคุณอยู่เสมอ” เขากล่าว แต่เขาบอกว่าเขาชอบความจริงที่ว่าหนังเรื่องนี้ทุกชีวิตมีคุณค่า และเขาหวังว่ามันจะถ่ายทอดออกมาเป็นความคิดที่คุณไม่จำเป็นต้องคิดออกทั้งหมด

4. มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ รอบตัว

บทเรียนที่เห็นชัดที่สุดจากหนังเรื่องนี้ก็คือ จงใช้ชีวิตให้ช้าลงสักนิด และเพลินเพลินไปกับความสุขเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างการดำเนินชีวิตในทุกๆ วันของคุณ โจชี้ให้ 22(เพื่อนของโจ) เห็นถึงอารมณ์ที่เคร่งเครียดของคนอื่นๆ ในรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่ในทางกลับกัน 22 กลับรู้สึกสนุกสนาน แถมยังหยิบเครื่องดื่มที่เหลืออยู่ใต้เก้าอี้ขึ้นมาดื่ม เธอรู้สึกเพลิดเพลินไปกับการเดินกินพิซซ่าในนิวยอร์ก เพลิดเพลินไปกับความงามของเมล็ดเมเปิ้ลที่ร่วงหล่น รวมไปถึงเรื่องราวเล็กน้อยอื่นๆ เช่น ความสามารถในการเดิน หรือแม้แต่การได้ฟังเพลงที่ไพเราะ หนังเรื่องนี้ทำให้พวกเราฉุดคิดถึงสิ่งเล็กน้อยทั้งหมด ที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุข

ในการสัมภาษณ์สื่อมวลชนของ Jamie Fox ผู้กำกับหนัง เขากล่าวว่า มีวลีอยู่วลีนึงที่เขาชอบมาก นั้นก็คือ…

“โลกนี้อยู่มานานหลายล้านล้านปีแล้ว ช่วงเวลาแค่ 70 80 หรือ 100 ปี มันเป็นแค่ช่วงเวลาที่สั้นมาก ดังนั้นผมจึงบอกกับทุกคนว่า อย่าเสียเวลาของคุณ จงใช้ชีวิตซะเถอะ”

5. มีความสุขกับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

หนึ่งในฉากที่ผมชอบมากที่สุดในหนังเรื่องนี้ ก็คือฉากที่โจได้แสดงดนตรีในงานแสดงที่เขาเฝ้ารอมาตลอดทั้งชีวิต หลังจากแสดงจบ เขาหันหน้าไปถาม Dorothea ว่า แล้วต่อไปล่ะ ยังไงต่อ? Dorothea Williams เลยเล่านิทานเกี่ยวกับ ปลาเล็กที่ว่ายไปหาปลาตัวใหญ่ แล้วถามว่า มหาสมุทรอยู่ที่ไหน? ปลาตัวใหญ่บอกกับปลาตัวเล็กว่า ที่ๆ พวกเราว่ายอยู่นี่แหละ คือมหาสมุทร ปลาตัวเล็กตอบกลับไปว่า “ไม่ใช่สิ นี่มันแค่น้ำธรรมดาๆ ฉันต้องการมหาสมุทร”

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า บางที่เราไม่ได้ตระหนักถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่อยู่รอบตัวเรา เพราะเรามัวแต่หมกมุ่นกับการที่จะไปถึงจุดหมาย เรากลับลืมที่จะชื่นชมความสุขในระหว่างทาง และความยิ่งใหญ่ของตัวเราเอง

6. สิ่งที่คุณชอบ (Spark) ไม่ใช่เป้าหมาย (Purpose) ของชีวิต

เราทุกคนล้วนมีพรสวรรค์และทักษะเฉพาะตัวที่เราค้นพบในชีวิต แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลในการมีชีวิตอยู่ของเรา สิ่งที่คุณชอบหรือพรสวรรค์ของคุณ เป็นแค่ส่วนหนึ่ง ชีวิตของคุณมีความหมายไม่ว่าคุณจะร่ำรวย มีชื่อเสียงหรือ ประสบความสำเร็จแค่ไหน จุดประสงค์ของคุณคืออะไร? นั่นคือคำถามที่เราต้องหาคำตอบเอง สำหรับผมคิดว่า…มันคือการใช้ชีวิตให้ดีที่สุด

ผู้กำกับ Pete Doctor กล่าวว่า นี่คือหนึ่งในจุดมุ่งหมายหลักของหนัง

“แค่การที่เรามีชีวิตอยู่ ก็ถือว่ามีคุณค่าแล้ว เราทุกคนสมควรที่จะเพลิดเพลินไปกับสิ่งที่ชีวิตมีให้ สิ่งที่คุณต้องทำคือลืมตาและมองไปรอบๆ ”

และนี่คือ 6 บทเรียนที่ผมได้ จากภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง Soul อัศจรรย์วิญญาณอลเวง เพื่อนๆ ได้บทเรียนอะไรกันบ้าง หลังจากดูจบ?