7 วิถีปฏิบัติที่จะช่วยให้คุณมองโลกในแง่บวกมากขึ้น

1114

“พลังของการคิดบวก” เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็พูดกันจนบางครั้งมันก็เกร่อ แต่การคิดบวกนั้นทำให้เรามีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นได้จริง ช่วยทำให้เรามั่นใจในตัวเอง พัฒนาอารมณ์ และช่วยลดอาการซึมเศร้ารวมทั้งความเครียด

แต่ว่าตกลงแล้วพลังของการคิดบวกที่แท้จริงนั้นหมายความว่าอะไรกันแน่?

คุณอาจจะบอกว่าการคิดบวกก็คือการมองโลกในแง่ดี หรือการให้กำลังใจตัวเอง แต่โดยรวมแล้วการคิดบวกก็ยังเป็นแนวคิดที่ไม่ค่อยชัดเจนนัก ดังนั้นถ้าคุณอยากเห็นว่าการคิดบวกคืออะไร คุณก็จำเป็นที่ต้องจะเห็นความเป็นรูปธรรมของมันเสียก่อน เราจะมาดูกันว่าวิถีปฏิบัติของมันมีอะไรบ้าง แน่นอนว่าวิถีเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณสามารถเริ่มทำได้ทันทีด้วย

1. เริ่มต้นวันใหม่ด้วยพลังบวก

การเริ่มต้นในตอนเช้านั้นจะตัดสินว่าวันนั้นทั้งวันจะดำเนินไปอย่างไร คุณเคยตื่นสายแล้วก็กระวนกระวาย รู้สึกว่าวันนี้จะมีแต่เรื่องแย่ๆ ตามมาบ้างไหม? นี่เป็นตัวอย่างของการที่คุณเริ่มต้นวันด้วยความคิดด้านลบ และมันก็จะติดตัวคุณไปตลอดทั้งวัน แทนที่จะให้ความคิดด้านลบมาครอบงำคุณ ก็ให้เปลี่ยนเป็นการมองโลกในแง่บวกแทน อาจจะใช้วิธีการพูดกับตัวเองในกระจกว่าคุณคิดอย่างไร เช่น “วันนี้จะเป็นวันที่ดี” หรือ “วันนี้ฉันจะเป็นคนที่เจ๋งสุดๆ” แล้วคุณจะพบว่าวันนั้นเป็นวันที่ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

2. ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ดี แม้มันจะเป็นเรื่องเล็กๆ

เป็นเรื่องธรรมดาที่คุณจะเจออุปสรรคตลอดทั้งวัน วันที่สมบูรณ์แบบนั้นไม่มีอยู่จริง เมื่อคุณเจอกับอุปสรรคหรือความท้าทายใหม่ๆ ที่เข้ามาหาคุณ ก็ให้ลองมองถึงประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากมัน ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือดูไม่สำคัญแค่ไหนก็ตาม อย่างเช่นเมื่อคุณเจอกับรถติดนานหลายนาที ก็ให้คิดว่านี่เป็นเวลาที่ดีที่คุณจะได้นั่งฟัง พอดแคทส์ (podcast) รายการโปรด หรือถ้าคุณอยากทำอาหารแต่วัตถุดิบที่คุณต้องการหมด ก็ให้คิดว่านี่เป็นโอกสที่คุณจะได้ลองทำเมนูใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ

3. มีอารมณ์ขันในสถานการณ์ที่เลวร้าย

จงมีอารมณ์ขันแม้ว่าคุณกำลังเจอวันที่แย่ที่สุดในชีวิต ย้ำเตือนตัวเองว่าสิ่งที่คุณกำลังเผชิญอาจจะกลายเป็นเรื่องเล่าตลกให้คนอื่นฟังในภายหลังได้ มีวิธีมากมายที่ทำให้คุณไม่เครียดจนเกินไปในยามเลวร้าย และอารมณ์ขันก็จะช่วยให้เรามีกำลังใจที่จะผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นไปได้ด้วย

4. เปลี่ยนความล้มเหลวเป็นบทเรียน

คุณไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบ และไม่มีใครที่เป็นแบบนั้นด้วย คุณมีโอกาสทำผิดพลาดและล้มเหลวได้เสมอ ดังนั้นแล้วแทนที่คุณจะไปใส่ใจกับความล้มเหลวนั้นมากเกินไป ก็ลองคิดว่าคุณจะทำยังไงต่อในวันข้างหน้า ทำให้ความผิดพลาดกลายมาเป็นบทเรียนที่จะสอนคุณได้ เพื่อที่คุณจะได้ไม่ทำผิดพลาดอีก อย่างเช่น คุณอาจจะตั้งกฏในการทำโปรเจคท์ขึ้นมาใหม่หลังจากความผิดพลาดได้เกิดขึ้น นั่งทบทวนว่าทำไมมันถึงเกิด และทำยังไงถึงจะไม่พบเจอกับมันอีก

5. เปลี่ยนคำสบประมาทตัวเองเป็นการให้กำลังใจ

เรามักจะสบประมาทตัวเองโดยไม่รู้ตัว คุณอาจจะคิดว่า “ฉันมันห่วยแตก” หรือ “ฉันไม่น่าทำแบบนั้นเลย” ความคิดเหล่านี้จะค่อยๆ ซึมเข้าไปในจิตใจของคุณและเปลี่ยนมุมมองที่คุณมีต่อตัวเองไปเลย นั่นหมายความว่าคุณจะมองว่าตัวเองไร้ความสามารถ ถ้าคุณรู้ตัวว่ากำลังสบประมาทตัวเองอยู่ละก็ จงหยุดทำมันซะ และแทนที่มันด้วยคำพูดในทางบวก เช่นเปลี่ยนจาก “ฉันมันห่วยแตก” ให้กลายเป็น “ถ้าฉันฝึกฝนมากกว่านี้ วันข้างหน้าฉันจะทำมันได้ดีขึ้น” หรือ “ฉันไม่น่าทำแบบนั้นเลย” ให้กลายเป็น “มันผิดพลาดไม่เป็นอย่างที่คิด แต่ครั้งหน้ามันอาจจะดีก็ได้”

6. อยู่กับปัจจุบัน

ความคิดแย่ๆ ส่วนมากแล้วเกิดจากการคิดถึงอดีตหรืออนาคต โดยที่ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อปัจจุบัน ดังนั้นแล้ว การอยู่กับปัจจุบันจะช่วยให้เราตระหนักได้ว่าสิ่งต่างๆ มันไม่ได้แย่ขนาดนั้น เรารู้สึกแย่เพราะมัวแต่คิดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้ว หรือเรื่องที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นมากกว่า

7. คบหากับคนที่มองโลกในมุมบวก

ถ้าคุณอยู่กับคนที่มองโลกในแง่ดี คุณก็จะได้รับแต่สิ่งดีๆ เรื่องราวดีๆ จสกพวกเขาอยู่ตลอดเวลา สิ่งเหล่านั้นจะซึมซับเข้าไปในจิตใจของคุณและส่งผลต่อวิธีการคิดของคุณด้วย การหาคนที่มองโลกในแง่บวกนั้นเป็นเรื่องยาก แต่คุณต้องทำลายความคิดแง่ลบของคุณออกไปให้หมด ก่อนที่มันจะกลืนกินคุณ หาคนที่คุณอยู่ใกล้แล้วได้อะไรดีๆ กลับมา และสักวันคุณก็จะให้สิ่งดีๆ กลับคืนไปหาพวกเขาเช่นกัน

Source : Success


คู่มือประสบความสำเร็จ @sumrej