5 บุคคลมหาภัย ที่จะทำให้ธุรกิจของคุณไม่เติบโตเสียที

2188

เมื่อไหร่ก็ตามที่ธุรกิจหยุดชะงัก หรือทำยอดขายได้ไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้ เชื่อได้ว่าสิ่งแรกที่คนส่วนใหญ่จะนึกถึง ก็คือ ปัญหาที่อาจเกิดในระหว่างการผลิตอย่างแน่นอน แต่ถ้าหากว่าผลิตผลผ่านการตรวจสอบอย่างถูกต้องและไร้ความบกพร่องใดๆ เลยล่ะ?

มีสักครั้งไหมที่คุณจะคิดไปถึง ลูกจ้าง หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่ตัวแทนจัดจำหน่ายสินค้า? มั่นใจว่าพวกเขาทุ่มเทให้กับบริษัทอย่างสม่ำเสมอจริงหรือ? พวกเขาพยายามทุกวิถีทางที่จะช่วยเสริมสร้างจุดแข็งของบริษัทร่วมกับเราจริงหรือเปล่า? แล้วพวกเขาพยายามที่จะเข้าหาและบริการลูกค้า หรือคอยแต่จะหนีหน้าตลอด? บางทีอาจถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องพิจารณาให้ดีว่าผู้คนที่ทำงานให้คุณ หรือทำงานร่วมกับคุณ และสภาพแวดล้อมในการทำงานนั้นเป็นใจจริง ๆ หรือยัง

มีผู้คนอยู่หลายประเภทที่จะคอยยื้อยุดฉุดดึงธุรกิจของคุณไว้ไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า มาดูกันดีกว่าว่าจะมีคนแบบไหนแฝงกายอยู่ในบริษัทของคุณบ้าง?

1. พวกที่ทำตัวรู้ไปทุกอย่าง

พูดคุย

เชื่อได้ว่าไม่ว่าใครก็ต้องเคยประจันหน้ากับพวกที่คิดว่าตัวเอง “รู้ไปหมด” มากันแล้วทั้งนั้น ส่วนใหญ่แล้วก็มักจะเป็นพวกที่เที่ยววิจารณ์การทำงานของผู้อื่นไปทั่ว ตั้งแต่ระดับผู้จัดการยันลูกจ้างทั่วไป บุคคลประเภทนี้จะคอยชี้โน่นชี้นี่ แล้วบอกว่าถ้าเป็นตัวเองจะทำแบบนั้นทำแบบนี้ ซึ่งคิดไปเองว่ามันน่าจะออกมาดีกว่า

ในสายตาของคนเหล่านั้นแล้ว พวกเขาเชื่อมั่นว่าตนเองสามารถดำเนินกิจการทั้งหมดด้วยตัวเองได้อย่างไร้ปัญหา ซึ่งในความเป็นจริงแล้วกลับไม่ได้รู้อะไรสักเท่าไหร่ แค่ทำเป็นอวดโอ้ให้ใหญ่โตไว้อย่างนั้น ถ้าไม่ตัดคนประเภทนี้ออกไปเสียก่อน แน่ใจได้เลยว่าพวกเขาจะต้องทำเสียเรื่องในภายหลังอย่างแน่นอน

2. พวกที่ไม่มีกะจิตกะใจจะทำงาน

man-person-relaxation-steps

ถ้าจะว่ากันตามตรง คนพวกนี้เป็นวายร้ายที่แฝงกายอยู่ในทุก ๆ องค์กรมากที่สุด แถมยังไม่ได้ช่วยพาบริษัทก้าวหน้าไปไหนอีกต่างหาก เนื่องจากพวกเขาจะพยายามทำงานให้น้อยที่สุด หรืออย่างน้อยก็พยายามลอยลำอยู่ในระดับที่ปลอดภัยจากการถูกไล่ออก ถ้าหากว่ามีงานพิเศษล่วงเวลาเข้ามา พวกนี้ก็จะพยายามทำเป็นไม่สนใจ แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็จะรีบทำส่ง ๆ ให้เสร็จไปอย่างนั้น

และแน่นอนว่า การทำงานส่ง ๆ ย่อมไม่ส่งผลดีต่อธุรกิจใด ๆ ซึ่งในฐานะของผู้นำแล้ว สิ่งที่ควรทำคือพยายามมองหาว่า พอจะมีอะไรบ้างไหมที่จะมาสร้างแรงบันดาลใจให้กับพนักงานแต่ละคนได้บ้าง เนื่องจากทุกคนต่างก็มีความสนใจที่แตกต่างกันไป ดังนั้นหากสามารถสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้พวกเขาได้ พวกเขาจะพาบริษัทของคุณทะยานไปได้ไกลอย่างไม่ต้องสงสัยเลย

3. พวกที่ไม่ยอมหลับยอมนอน

คนส่วนใหญ่มักมีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับอิทธิพลของการนอนหลับต่อการก่อร่างสร้างธุรกิจว่า ยิ่งนอนน้อย ยิ่งมีเวลาในการสร้างงานมาก ซึ่งแน่นอนว่าผิดมหันต์ อาเรียนน่า ฮัฟฟิงตัน ผู้เขียนหนังสือThe Sleep Revolution” และเป็นผู้ก่อตั้ง Huffington Post เชื่อว่า “ยิ่งเรานอนหลับมากเท่าไหร่ เรายิ่งควบคุมความเป็นไปของชีวิตได้มากเท่านั้น”

ในทำนองเดียวกัน ถ้าหากพนักงานของคุณนอนหลับพักผ่อนไม่เต็มที่ ดีไม่ดีอาจได้มาทำงานในสภาพง่วงเหงาหาวนอน ซึ่งถ้าขาดพลังงานที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตไปแล้วล่ะก็ อย่าหวังเลยว่าจะสามารถช่วยขับเคลื่อนบริษัทของคุณให้ก้าวหน้าไปได้ ดังนั้น จึงควรให้พนักงานของคุณได้พักผ่อนอย่างเต็มที่อยู่เสมอ เพื่อสมรรถภาพในการทำงานที่เต็มร้อย และไม่น้อยกว่าที่ต้องการ

4. พวกคนช่างบ่น

and-white-city-man-people

น่าเศร้าที่ผู้คนประเภทนี้มีอยู่เต็มไปหมด พวกเขามักไม่ยอมหยุดพล่ามเรื่องที่ว่า เขาน่าจะออกไปหางานใหม่ หรือแม้แต่ชอบเล่าบ่นก่นด่าว่าเจ้านายนั้นร้ายกาจขนาดไหนในวงสนทนา ซึ่งถ้าหากยอมปล่อยให้คนประเภทนี้ลอยหน้าลอยตาอยู่ในบริษัทต่อไป เชื่อได้เลยว่าระดับคุณภาพจิตใจของพนักงานจะลดน้อยถอยหลังลงคลองเป็นแน่ และหลังจากนั้นผลที่ตามมาก็จะกระทบกับธุรกิจของคุณเข้าอย่างจัง

ดังนั้น ถ้าหากคุณเป็นผู้นำองค์กร แล้วดันไปได้ยินข้อติฉินนินทาเกี่ยวกับตัวเองเข้าล่ะก็ ให้ตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่ดียิ่งขึ้นกว่าเก่า แต่หากว่าคนส่วนใหญ่ยังคงรักใคร่เอ็นดูคุณดี ในขณะที่มีแค่ส่วนน้อยที่จะคอยจิกกัดไม่ยอมปล่อย ขอแนะนำว่า อย่าคอยท่าตัดสัมพันธ์เสียแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่อะไรอะไรจะสายเกินแก้

5. พวกเด็กเลี้ยงแกะ (ชอบโกหก)

การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับลูกค้านั้นถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่สำคัญที่สุดในการสร้างธุรกิจให้เติบใหญ่ เพราะเมื่อลูกค้ารู้สึกว่าสามารถไว้ใจเราได้ นอกจากพวกเขาจะแวะเวียนมาใช้บริการอยู่เรื่อย ๆ แล้ว ยังอาจแนะนำให้ผู้อื่นมาลองอุดหนุนหรือใช้บริการกิจการของคุณด้วย ในทางตรงกันข้าม หากมีพนักงานสักคนในบริษัทที่มักจะทำให้ลูกค้าผิดหวังด้วยการทำไม่ได้อย่างที่พูดไว้ล่ะก็ รับรองเลยว่าต่อให้เป็นลูกค้าประจำก็หลบลี้หนีหายไปแน่นอน แถมพวกโกหกพกลมก็มักจะอวดอ้างสรรพคุณสินค้าต่าง ๆ ให้เกินจริงเพื่อดึงดูดลูกค้าให้มาซื้อเสียด้วย ปัญหาคือ หลังจากที่ซื้อสินค้าไปแล้วไม่พอใจ ลูกค้าเหล่านั้นจะย้อนกลับมาใหม่เพื่อขอคืนสินค้า เท่านั้นยังไม่พอ อาจมีบอกต่อกันในวงเพื่อนฝูงถึงประสบการณ์ที่ไม่น่าประทับใจนี้อีกด้วย ซึ่งจะส่งผลกระทบทางอ้อมต่อธุรกิจของคุณ ดังนั้น การซื่อสัตย์ต่อลูกค้าจึงเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่จะทำให้พวกเขาติดใจและกลับมาใช้บริการอีก ด้วยเหตุนี้ หากมีการร้องเรียนจากลูกค้าเกี่ยวกับพนักงานที่ดูไม่น่าเชื่อถือแล้วล่ะก็ ตรวจสอบให้เข้มงวดและตัดสินใจที่จะเด็ดในส่วนเนื้อร้ายทิ้ง แล้วรักษาชื่อเสียงของบริษัทเอาไว้จะดีกว่า

กล่าวโดยสรุปคือ การที่บริษัทชะลอตัว (หรือหยุดชะงัก) จากการเติบโตนั้น อาจไม่ใช่เพราะปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพสินค้าเสมอไป มันอาจเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่คาดไม่ถึงอย่างคุณภาพของลูกจ้างที่ทำงานให้กับคุณก็ได้ เพราะแทนที่จะช่วยให้บริษัทก้าวหน้า พวกเขาอาจกำลังฉุดกระชากลากขาคุณให้ถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นอย่าลืมเหลียวซ้ายแลขวา มองหน้าชำเลืองหลังให้ดีว่ากำลังมีใครที่กำลังคอยบ่อนทำลายสมดุลที่ดีของบริษัทคุณอยู่หรือเปล่า?

 

Source : Entrepreneur