4 สิ่งพื้นฐาน ที่คนประสบความสำเร็จทุกคน “ต้องมี”!

5476

ใครๆ ก็อยากรู้เคล็ดลับดีๆ ยิ่งลับเท่าใหร่ก็ยิ่งดี เพราะทุกคนชอบที่จะรู้สึกเหมือนเป็นคนใน และความพิเศษของการได้รู้บางอย่างที่เฉพาะคนส่วนน้อยเท่านั้นที่รู้ แต่ในเชิงธุรกิจ เคล็ดลับไม่ใช่การเสริมอีโก้ของตัวเอง แต่มันทำให้เราถือไพ่เหนือกว่าคู่แข่งต่างหาก เพราะฉะนั้นเมื่อคนอย่าง ดร. ไอวาน มิสเนอร์ (Ivan Misner) ผู้ก่อตั้งและประธานของ BNI องค์กรเครือข่ายธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่มีนักธุรกิจเข้าร่วมกว่า 5.4 ล้านราย และมีรายได้ตอบแทนมากกว่า 6.5 พันล้านดอลลาร์ ถามคุณว่า “อยากรู้เคล็ดลับการประสบความสำเร็จไหม” คุณต้องอยากฟังแน่นอน
“เคล็ดลับ” ที่ว่าคืออะไร แน่นอนว่ามันไม่ได้มีแค่อย่างเดียว ว่ากันว่า “ความสำเร็จก็คือการใช้ความรู้ทั่วไปมาใช้อย่างไม่ธรรมดา” หรือในอีกความหมายหนึ่ง คือ คุณไม่จำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แต่ต้องรู้จักนำความรู้เดิมมาใช้ให้เกิดประโยชน์

และนี่ก็คือ 4 เคล็ด(ไม่)ลับที่สำคัญที่คนประสบความสำเร็จทุกคนต้องมี!

OnInnovation/flickr

1. มีวิสัยทัศน์

หนังสือ On Becoming a Leader โดย วอร์เรน เบนนิส (Warre Bennis) ให้ความหมาย ของความเป็นผู้นำว่า “ความสามารถที่จะทำให้วิสัยทัศน์กลายเป็นความจริงได้” ความสำเร็จจึงต้องเริ่มจากการถามตัวเองว่า เราต้องการอะไรกันแน่? ไม่ว่าคุณจะเรียกคำตอบของคุณว่าพันธกิจ ค่านิยมหลัก อัตลักษณ์ของแบรนด์ หรือสั้นๆ ว่าเป้าหมาย แต่ทั้งหมดนี้ล้วนมีใจความสำคัญเดียวกัน

เบนนิสสรุปว่า ผู้นำรู้ชัดเจนว่าเขาต้องการทำอะไร และเข้มเข็งพอที่จะก้าวผ่านอุปสรรค และความล้มเหลวได้ กุญแจสำคัญในที่นี้ก็คือ “ความชัดเจน” ซึ่งสร้างได้จากการจดเป็น ตัวหนังสือให้เห็นเป็นรูปธรรม อย่างที่ Infographic แสดงลักษณะพฤติกรรมของผู้ประสบความสำเร็จ ที่แตกต่างจากคนทั่วไปโดยเว็บไซต์ Success โดย 81% ของผู้ประสบความสำเร็จนั้น จะจดรายการสิ่งที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ และ 80% ก็มุ่งมั่นกับการทำเป้าหมายให้สำเร็จไปทีละอย่าง

2. มีความซื่อสัตย์

ผู้ประสบความสำเร็จมักจะพูดความจริงเสมอ ถึงแม้ว่านี่จะเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้ก็ตาม แต่เมื่อตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแรงกดดันให้ดูดี ทำงานได้มีประสิทธิภาพ ต้องหารายได้ให้ได้ และต้องทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะแล้วล่ะก็ ความซื่อสัตย์จะเริ่มหายากขึ้นทันที แม้มันจะเป็นสิ่งที่มีคุณประโยชน์มากก็ตามที

หนังสือของโรเบิร์ต บี. เซียดินี (Robert B. Cialdini) เรื่อง 50 Scientifically Proven Ways to Be Persuasive กล่าวถึงงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่พบว่า เมื่อบริษัทต่างๆ กล่าวถึงความผิดพลาดในวาระรายงาน ประจำปี บริษัทที่เน้นไปที่เหตุปัจจัยภายในที่ควบคุมได้นั้นสามารถทำรายได้ในปีถัดไปมากกว่าบริษัทที่เน้น
ไปที่ปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

เราจึงเห็นได้ว่า การรับผิดชอบและยอมรับผิดในความผิดพลาด นอกจากจะเป็นวิธีจัดการกับปัญหา อย่างมีประสิทธิภาพแล้วยังจะมีประโยชน์ทางการเงินอีกด้วย

อีกหนึ่งงานวิจัยโดย Coporate Excutive Board พบว่า บริษัทที่เปิดกว้างทางการแสดงความคิดเห็น และกระตุ้นให้บุคลากรแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมานั้นได้รับผลตอบแทนการลงทุนโดยรวม(total stakeholder return) เป็นจำนวนเงินของเวลา 10 ปีหรือ 270% มากกว่าบริษัทอื่นๆ จำนวนมากเลยทีเดียวและสิ่งที่ช่วยให้บริษัทเหล่านี้สำเร็จก็ทำให้เราสำเร็จได้เช่นกัน ตามที่เบนนิสกล่าวไว้ว่า “ผู้นำไม่เคยโกหกตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องของตัวเอง”

3. มีความกตัญญู

กตัญญูในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องตอบแทนทุกคนที่ทำอะไรให้คุณ แต่หมายความว่าคุณควรจะยินดีเมื่อผู้อื่นช่วยเหลือคุณ หากคุณไม่รู้จักยินดีกับความช่วยเหลือของผู้อื่นคุณจะพลาดสิ่งดีๆในชีวิตไปหลายอย่างและอาจจะกลายเป็นคนมองโลกในแง่ลบได้ มันอาจจะทำให้คุณมีแรงจูงใจที่จะไขว่คว้าสิ่งดีๆน้อยลงอีกด้วย

เรามักจะคิดว่าความยินดีนี้เป็นเหมือนกับอารมณ์ชั่ววูบอย่างหนึ่ง เป็นอารมณ์ที่คุณจะรู้สึกเมื่อคุณได้มีชัยชนะหรือประสบความสำเร็จในการทำอะไรสักอย่าง แต่ที่จริงแล้วมันเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาขึ้นมาเอง และเหมือนกับเคล็ดไม่ลับอื่นๆ ในลิสต์นี้ มันเป็นสิ่งที่เราเลือกจะทำเพื่อพัฒนาตัวเอง

และถ้าคุณยังคิดอยู่ว่าจะทำอย่างไรล่ะก็ วิธีง่ายๆ ก็แค่พูด ‘ขอบคุณ’ เท่านั้นเอง แม้แต่การขอบคุณคนที่หลีกทางให้คุณตอนกำลังรีบ และสิ่งนี้นอกจากจะช่วยให้ความสัมพันธ์ของเราดีกับคนรอบข้างแล้วบรรยากาศรอบตัวคุณในที่ทำงานก็ยังจะดีขึ้นอีกด้วย

4. การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์

ความสำเร็จไม่ได้มาจากการหลบเลี่ยงความล้มเหลวเท่านั้น แต่มาจากการเรียนรู้จากความล้มเหลวก็เช่นกัน คำพูดที่ว่า “ผมไม่ได้ทำพลาด ผมแค่เจอวิธีอีกเป็นหมื่นวิธีที่มันใช้ไม่ได้เท่านั้นเอง” ของ โธมัส เอดิสัน (Thomas Edison) ตอนเขาคิดค้นหลอดไฟได้เป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมของการเรียนรู้จากความล้มเหลว

มีสิ่งที่ เอริก รีส (Eric Ries) ผู้เขียนหนังสือ The Lean Startup เรียกทักษะนี้ว่า validated learning ซึ่งมันไม่ใช่การแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อปกปิดความล้มเหลว แต่เป็นเหมือนวิธีปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงความล้มเหลวต่างหาก และการจะเผชิญกับปัญหาได้ดีแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของแต่ละคน เหมือนกับคำพูดที่ว่า “สิ่งที่ทำให้ผู้ประสบความสำเร็จต่างกับคนอื่นคือพวกเขามองการณ์ไกล พวกเขาสามารถรู้ได้ว่าส่วนไหนของแผนกำลังไปได้ดีและส่วนไหนที่กำลังเดินผิดทาง จากนั้นก็ปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบสถานการณ์นั้น”

ซึ่งหมายความว่าแทนที่จะหลีกเลี่ยงความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ผู้ที่ประสบความสำเร็จสามารถคาดการณ์ถึงความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้นได้และปรับตัวเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นนั่นเอง

 

Source : Success


คู่มือประสบความสำเร็จ @sumrej